IE11.INFO แหล่งชุมชนคนไอที
กรกฎาคม 25, 2017, 01:24:58 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับการรักษามะเร็งด้วยตัวเอง  (อ่าน 43 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
thescx471
เด็กอนุบาล
*

พลังน้ำใจ : 0
กระทู้: 1


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: เมษายน 26, 2015, 04:41:39 PM »

Permalink: ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับการรักษามะเร็งด้วยตัวเอง
ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับการรักษามะเร็งด้วยตัวเอง
ผมขอแชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองกับการรักษามะเร็งด้วยตัวเองที่ทำให้ผมข้ามพ้นจากโรคมะเร็งต่อมน้ำลายและเพดานปากครับ
ผมเชื่อว่าหลายๆ
ท่านที่เป็นโรคนี้หรือกำลังจะเป็นต้องมีแต่ความหวาดวิตกเต็มไปหมดแต่เชื่อเถอะครับหากใจเราสู้ซะอย่างยังไงผ่านไปได้แน่นอนและในบางเคสเราสามารถรักษามะเร็งด้วยตัวเองได้เลยครับ
ผมชื่ออนุภาครับ
อาชีพรับราชการ
ตอนนี้ก็ดำรงตำแหน่งพนักงานคดีปกครอง
ทำงานที่ศาลปกครองเชียงใหม่ครับ
โรคที่เป็นก็คือเป็นโรคมะเร็งที่ต่อมน้ำลายบริเวณเพดานปาก
ก็เลยต้องผ่าตัดเอากระดูกเพดานปากและฟันบางส่วนออกไป
ประมาณครึ่งปากด้านบนแล้วก็ต้องใส่เพดานปากเทียมแทนครับ
ตอนแรกๆ
ผมก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตปกตินี่แหละครับ
ไม่ดื่มเหล้า
ไม่สูบบุหรี่
กินอาหารเพื่อสุขภาพเป็นส่วนใหญ่
อาการตอนแรกๆ
ที่เจอมันเหมือนกับว่าเราเป็นร้อนใน
แล้วมันมีก้อนเนื้อขึ้นที่ตรงเพดานปาก
เราก็พยายามหายามาทาแต่มันก็ไม่หายไปและก้อนเนื้อก็ค่อยๆ
โตขึ้นๆ
ผมเริ่มกังวลก็เลยไปหาหมอ
หมอก็ส่งไปตรวจชิ้นเนื้อ
หมอตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นเนื้องอกยังไม่มีการฟันธงว่าเป็นเนื้อร้ายอะไร
ก็เลยเข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช
คุณหมอที่ศิริราชตรวจชิ้นเนื้อและบอกผลว่าเป็นเนื้อร้าย
เป็นมะเร็งครับ
ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัด
คุณหมอเค้าจัดโปรแกรมไว้ว่านอกจากผ่าตัดแล้วยังต้องตามด้วยการทำรังสีรักษาและทำเคมีบำบัดหรือว่าฉายรังสีกับทำคีโมนั่นเองครับ
ผมเคยถามหมอตรงๆ
ว่าต้นสายปลายเหตุที่เกิดก้อนเนื้อเพราะอะไร
คุณหมอก็บอกว่าไม่มีสาเหตุ
ผมงงมากว่าเกิดขึ้นได้ยังไง
เพราะเราก็ใช้ชีวิตระมัดระวังมาตลอดทั้งเรื่องอาหารการกิน
เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่แตะ
เค้าก็บรรยายมาทำนองว่า
มันมีเซลล์เนื้อร้ายอยู่ในร่างกายทุกคน
ขึ้นอยู่กับว่าจะแจ็กพ็อตกลายร่างเป็นมะเร็งขึ้นมาเมื่อไหร่
ถ้าภูมิต้านทานเราดีอยู่
ร่างกายก็จะจัดการกำจัดออกไปเอง
แต่ถ้าร่างกายเราอ่อนแอมันก็พร้อมที่จะออกฤทธิ์ได้ทุกเมื่อและนี่คือจุดเริ่มต้นในการรักษามะเร็งด้วยตัวเองของผมครับ
หลังจากผ่าตัดแล้วได้เข้าพบหมอซ้ำเพื่อทำการฉายรังสี
ก่อนทำการฉายรังสิ
คุณหมอได้ทำ MRI
เพื่อสแกนดูพื้นที่เนื้อร้ายปรากฏพบว่ามีเนื้อร้ายเหลืออยู่และขึ้นไปข้างบน
คุณหมอให้ทางเลือกมาผม 2
ทางคือ ผ่าตัดใหม่
หรือฉายรังสีเลย
ซึ่งเป็นวิธีฉายรังสีแบบ 3
มิติ
ผลข้างเคียงคือลูกตาข้างซ้ายจะบอด
หรือให้เอาตาซ้ายออกไปก่อนแล้วค่อยฉายรังสี
แต่ถึงไม่เอาออกเซลล์ประสาทตาก็จะค่อยเสื่อมๆ
แล้วก็บอดไปในที่สุด
ตอนนั้นพอหมอให้ทางเลือกเช่นนี้ก็เลยมองว่าคงต้องเลือกทางอื่น
ผมคงต้องรักษามะเร็งด้วยตัวเอง
ผมไม่อยากตาบอดครับ
ผมหาข้อมูลจากหลายๆ
ที่ครับทั้งหนังสือ
อินเตอร์เน็ต
คำแนะนำของญาติพี่น้อง
เพื่อนฝูง
ข้อมูลเยอะแยะเกี่ยวกับการรักษามะเร็งให้หายขาด
แต่ที่ผมสนใจมากที่สุดและได้ผลมาถึงทุกวันนี้มาจากน้าชายของผมเองครับ
แกเป็นตำรวจอยู่สุโขทัยแนะนำให้ผมรับประทานเอนไซม์
ครั้งนั้นผมไม่ค่อยเชื่อแกเท่าไหร่
ไม่เชื่อเลยดีกว่าครับ
เพราะหมอยังไม่ประกันว่าจะหายขาดแต่น้าผมนี่แน่นอนมากกว่าหมออีก
แต่เราไม่มีทางเลือกลองก็ลองครับ
ผมตัดสินใจเริ่มภาระกิจรักษามะเร็งด้วยตัวเองเลยครับ
เอนไซม์ตัวนี้เค้าบอกว่าทำมาจากต้นอ่อนของพืชครับ
ผมก็เลยหาข้อมูลเพิ่มปรากฏว่าเจ้าต้นอ่อนของพืชนี่คุณสมบัติเยอะเชียวหลายๆ
คนที่รักสุขภาพน่าจะรู้จักแต่ผมไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่แค่เคยเห็นผ่านตาครับ
รวมๆ
แล้วมันจะช่วยระบบภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแกร่งขึ้น
ผมก็เลยนึกถึงคำพูดของหมอที่บอกว่าถ้าภูมิคุ้มกันเราดีร่างกายจะกำจัดมะเร็งออกไปเอง
ผมก็ลุยเลยครับ
อัดเต็มที่
ระหว่างนั้นก็ดูแลเรื่องอาหารการกินกับออกกำลังกายเบาๆ
บ้าง
ต้นอ่อนพืชมันมีงานศึกษาวิจัยจากแพทย์เกาหลีจากหนังสือที่ชื่อทำแบบนี้มะเร็งไม่กลับมาอีกแน่
เค้าเขียนไว้แบบนี้ครับ
งานวิจัยมากมายพิสูจน์ให้เห็นว่า
สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพแต่ละส่วนในต้นอ่อนของพืชช่วยรักษาและควบคุมการเกิดโรคมะเร็งได้จึงถูกนำมาใช้ในวิธีโภชนบำบัด
ยกตัวอย่างเช่น บรอกโคลี่
ซึ่งอุดมด้วยวารซัลโฟราเฟน
(sulforaphane)
ที่เป็นสารประกอบซัลเฟอร์
มีฤทธิ์ในการสนับสนุนภูมิคุ้มกันและขัดขวางมะเร็ง
ก็มีรายงานว่า
ในต้นอ่อนของบรอกโคลี่มีปริมาณสารซัลโฟราเฟนมากกว่าในบรอกโคลี่ที่โตเต็มที่ประมาณ
40 เท่าขึ้นไป
ต้นอ่อนของข้าวบัควีอุดมไปด้วยสารลูทีน
(lutein)
ซึ่งเป็นสารประกอบฟลาโวนอยที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง
จึงช่วยควบคุมอนุมูลอิสระซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย
พร้อมด้วยควบคุมการเกิดและการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้
ส่วนข้อมูลที่ทำให้ผมตัดสินใจลองกินเอนไซม์พืชเพื่อให้การรักษามะเร็งด้วยตัวเองก็คืองานวิจัยที่ผมหาได้จากอินเตอร์เน็ตอันนี้ครับ:
ในค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454) ดร. John Beard
ได้รายงานไว้ในวารสารการแพทย์ของประเทศอังกฤษ
เรื่องผลที่เกิดขึ้นของการใช้เอนไซม์รักษาโรคมะเร็งในมนุษย์
อีกประมาณ 80 ปีต่อมาคือ
ในค.ศ. 1987 ดร. Gonzalez
จากรัฐนิวยอร์ค
สหรัฐอเมริกา
ได้ทำการรักษาคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งโดยใช้เอนไซม์บำบัด
ดร. Gonzalez
ได้ทำรายงานถึงผลที่เกิดขึ้นของการรักษา
ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
(National Cancer Institute)
ได้เชิญให้รายงานผลงาน
ในที่ประชุม ดร. Gonzalez
ได้สรุปผลการรักษาคนป่วยผู้หญิงรายหนึ่งซึ่งเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งได้แผ่กว้างไปยังสมองและตับ
คนไข้ผู้นี้ได้รับการรักษาโดยใช้เอนไซม์เป็นหลัก
ปรากฏว่ามะเร็งหายไป
นอกจากนั้น ดร. Gonzalez
ยังได้ชี้แจงการรักษาคนไข้อีกหลายรายที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
และกล่าวด้วยว่าทุกคนอาการดีขึ้น
มะเร็งลดความรุนแรงลง
หลังการหยิบยกรายงานครั้งนี้
สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้มอบเงินทุนวิจัย
1.4 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ ดร.
Gonzalez
เพื่อศึกษาและค้นคว้าการใช้เอนไซม์รักษาโรคมะเร็งในเชิงวิจัยเปรียบเทียบตามหลักทางสถิติต่อไป
:: _เรื่องทั้งหมดนี้
ลงในบทความของหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทม์
(The Washington Times) ฉบับ วันที่ 8
เมษายน ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544)_
ล่วงเลย 2
เดือนผมไปตรวจรอบสอง
เค้าก็พาเข้าห้องแล้วเค้าก็เอาชิ้นเนื้อไปตรวจอีกที
เค้าส่งกล้องดูในช่องปากสิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่พบว่ามีเซลล์ที่ผิดปกติที่เคยตรวจเจอตอนแรกครับ!
ผมเริ่มมั่นอกมั่นใจว่าการรักษามะเร็งด้วยตัวเองของผมน่าจะได้ผล
แต่เค้าก็ยืนยันว่าจะผ่า
แต่ผมเห็นว่าถ้าไม่เจอเนื้อร้ายแล้ว
ขอไม่ผ่าดีกว่าขอพิสูจน์ทางอื่นดู
เพราะถ้าท่าทางเริ่มดีขึ้น
มันน่าจะเวิคครับ
เพราะผ่าแล้วก็ยังต้องทำเคมีกับรังสีบำบัดอยู่ดี
วันที่นัดผ่าตัดหมอยังโทรมาตามให้ไปผ่าอยู่เลยครับ
ผมก็บอกไปว่าไม่ผ่าแล้ว
หมอก็บอกว่ามันจะช่วยนะ
ช่วยให้การคาดเดาโรคดีขึ้น
(แต่ไม่มีรับรองว่าจะหาย)
ผมก็เลยไม่เอาดีกว่า
ลองอย่างของตัวเองดู
ถ้าหมอยังไม่ยืนยันว่าจะหายผมจะรักษามะเร็งด้วยตัวเองนี่แหละครับไม่หายก็ไม่เป็นไร
หมอยังไม่บอกว่าจะหายเลย
แหะแหะ
ทุกวันนี้ผมก็กินเอนไซม์พืชมา
2 ปีแล้วครับ
ล่าสุดผมไปตรวจเมื่อปีที่แล้วทิ้งช่วงหลังจากเจอหมอครั้งสุดท้าย
6 เดือน
ปรากฏว่าหมอส่งกล้องแล้วเซลล์ที่เคยเป็นเนื้อร้ายเป็นปกติดีทุอย่างครับ
สิ่งที่ผมเห็นคือเนื้อเป็นสีชมพูปกติยังกับไม่เคยเป็นอะไรเลยครับ
หมอไม่ได้บอกผมว่าหายจากโรคมะเร็งแล้วนะครับ
หมอบอกให้ทราบว่าไม่เจอเนื้อร้ายแล้วเซลล์ปกติดีทุกอย่าง
สำหรับใครที่กำลังป่วยเป็นมะเร็งอย่าพึ่งยอมแพ้นะครับ
ถ้าผมรักษามะเร็งด้วยตัวเองได้คุณก็ทำได้ครับ
ผมขอบคุณตัวเองที่มีสติและมองหาโอกาสที่ดีที่สุดในกับตัวเอง
ผมไม่อยากเสียดวงตาของผมไปครับ
ขอบคุณน้าชายของผมที่แนะนำให้ผมกินเอนไซม์พืช
ขอบคุณที่ตัวเองหาข้อมูลเพิ่มติมจนเข้าใจโรคนี้มากขึ้น
ณ เวลานี้ผมใช้ชีวิตเป็นปกติมาตลอด
แถมยังสมบูรณ์แข็งแรงกว่าเดิมอีก
ออกกำลังได้มากกว่าเดิมอีกครับ
อย่างไรก็ตามผมไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องรักษามะเร็งด้วยตัวเองอย่างเดียวหรือว่าไม่ต้องสนใจการรักษาของหมอเลยนะครับ
แต่ให้ตั้งสติอย่างวิตกมากไปแล้วลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคของเรารวมถึงหนทางรักษาให้เยอะๆ
แน่นๆ
เพราะมะเร็งแต่ละชนิดแตกต่างกันครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมแน่ใจและกล้าคอมเฟิมก็คือการเอาใจใส่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงสมูรณ์อยู่ตลอดเวลาครับ
เราควรให้ความหมายกับสิ่งนี้ให้มากๆ
เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเราคือที่ดีที่สุดใรการป้องกันและรักษามะเร็งด้วยตัวเองครับ
บันทึกการเข้า



หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

My Ping in TotalPing.com Ping your blog, website, or RSS feed for Free

เว็บมีปัญหาติดต่อ : goolikeie11[at]gmail.com

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Sitemap Valid XHTML 1.0! Valid CSS!